กิฟท์แกะกล่องกันกับ RNC 1838 Rancè

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับน้ำหอมสัญชาติอิตาลี RNC 1838 ค่ะ

RNC ย่อมาจาก RECHERCHE NATURE COSMÉTIQUE ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ RANCÉ สัญชาติอิตาลี ที่เน้นไปทางด้านผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ

โดยที่ RNC มีผลิตภัณฑ์เยอะมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด บำรุง ไปจนถึงแต่งแต้มความหอมทั่วร่างกาย และจุดเด่นของน้ำหอมของค่าย RNC คือ ทำจากส่วนผสมของธรรมชาติถึง 60% เลยทีเดียว

ว่ากันด้วยเรื่องของขวดน้ำหอมก่อน มองจากภาพจะดูเหมือนขวดทรงกลมธรรมดา ทว่าเจ้าขวดแก้วนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายประดับประตูของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีส ซึ่งผลิตโดยช่างทำแก้วชื่อดังในมิลาน รูปทรงของขวดออกแบบโดย Rance โดยยังคงรูปทรงขวดเดิมตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบันค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจหาข้อมูลของแบรนด์เพิ่มเติม สามารถอ่านได้จากทางลิงค์นี้ค่ะ

https://www.rnc-cosmetiques.com/eng/Fragrances.php

https://rance1795.com/

https://www.facebook.com/boutiquerance/?locale=it_IT

RNC ออกน้ำหอมมาหลายกลิ่นมากค่ะ แต่เราตามเก็บมาได้แค่ 6 กลิ่นเองค่ะ ถ้ามีโอกาส คงได้ตามเก็บมาเพิ่มแน่นอนค่ะ

Eau Fraîche / Fleur De La Passion /Eau Gardenia Royale

Eau de Muguet / Eau de Lavande และ Eau iris de florence

พร้อมทำความรู้จักแต่ละกลิ่นหรือยังคะ

เริ่มที่กลิ่นแรก Eau Fraîche
Fragrance Notes :
Top Notes : Lemon, Orange and Bitter Orange
Middle Notes : Geranium, Sage and Galbanum
Base Notes : Sandalwood, Ambergris and Opopanax

กลิ่นนี้เรียกง่ายๆว่า กลิ่นโคโลญจน์ของหนุ่มๆเลยค่ะ ด้วยกลิ่นสดชื่นที่คุ้นเคยอย่างมะนาวเหลือง พร้อมส้ม ยอดส้ม โน้ตสุดฮิตของเหล่าซีตรัส ตามมาด้วยกลิ่นหวานบางๆของเจอราเนียมและใบเสจ ตบท้ายด้วยกลิ่นไม้หอมเบาๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นกลิ่นโคโลญจน์ แต่ก็มาในแบบนุ่มละมุน สุภาพ ไม่บาดจมูก กลิ่นสะอาด สดชื่น สามารถใช้ได้ทุกวัน ทั้งวันเลยค่ะ

กลิ่นไม่ได้ฟุ้งมากมาย และก็จางไว ซึ่งสามารถฉีดเพิ่มเรียกความสดชื่นระหว่างวันได้ตลอดทั้งวันค่ะ

Eau Fleur De La Passion
Fragrance Notes :
Top Notes : Passiflora, Mimosa and Orange Blossom
Middle Notes : Tuberose, Cyclamen and Jasmine
Base Notes : Vetiver, Ambergris and White Musk

เป็นกลิ่นที่ค่อนข้างเซอร์ไพรซ์เราพอสมควรค่ะ ตอนแรกดูจากชื่อกลิ่น คิดว่าเป็นกลิ่นฟรุตตี้ใสๆ พอลองฉีดจริงๆ ถึงกับร้องว้าวเลย เพราะกลิ่นของดอกส้ม ซ่อนกลิ่น และมะลิ เป็นมวลรวมของกลิ่นดอกไม้ขาว ที่หยอดกลิ่นของดอกเสาวรสมาช่วยดึงให้กลิ่นมีความสดใสเพิ่มขึ้น ทำให้กลิ่นของขวดนี้เป็นโทนดอกไม้ขาวที่ติดความฉ่ำเล็กน้อย แถมเสริมทัพด้วยกลิ่นของมัสก์และยางไม้ ที่ทำให้กลิ่นหวานมากขึ้นค่ะ

กลิ่นนี้ค่อนข้างชัดและทน บนผิวเราอยู่ได้ถึง 6 ชั่วโมงเลยค่ะ กลิ่นจะฟุ้งในช่วงแรกๆแล้วค่อยจางกลายเป็นกลิ่นหอมติดผิว เราว่าช่วงอากาศเย็นๆ ชื้นๆหน่อย ใช้กลิ่นนี้จะหอมกว่าช่วงอากาศร้อนจัดค่ะ ส่วนตัวน้ำหอมเองสีค่อนข้างเข้ม เวลาใช้ เลยต้องจับคู่กับเสื้อสีเข้ม เพื่อเลี่ยงคราบน้ำหอมบนชุดค่ะ

Eau Gardenia Royale
Fragrance Notes :
Top Notes : Gardenia, Freesia and Ylang Ylang
Middle Notes : Lily of the Valley, Garden Heliotrope and Jasmine
Base Notes : Sandalwood, Vetiver and Cedarwood

ตอนแรกที่เราอ่านโน้ต เราคิดว่าจะรักกลิ่นนี้มากที่สุด แต่พอมาดมจริงๆ กลับจัดอันดับไว้ท้ายๆแทนค่ะ เพราะถึงชื่อจะบอกว่าการ์ดีเนีย ที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นดอกพุด แต่กลายเป็นว่า กลิ่นของฟรีเซียกลับเด่นกว่า พร้อมกับกลิ่นลิลลี่ออฟเดอะวัลเล่ย์ ที่ให้โทนขาวอมเขียวสดชื่น พ่วงด้วยกลิ่นของมะลิและแซนดัลวูด ทำให้กลิ่นนี้ คลับคล้ายคลับคลากลิ่นของสบู่ก้อนที่เราใช้สมัยเด็กๆค่ะ เวลาที่ได้กลิ่นนี้ ชวนให้นึกถึงสาวหวาน ละมุน เรียบร้อย เดินท่ามกลางทุ่งหญ้าตอนเช้า

กลิ่นนี้ไม่ค่อยฟุ้ง ออกไปทางกลิ่นหอมสะอาดติดผิว เหมือนอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ค่อนข้างใช้ง่ายและสุภาพค่ะ อยู่บนผิวเราได้ 3-5 ชั่วโมงค่ะ

Eau de Muguet
Fragrance Notes :
Top Notes : Lily of the Valley, Cyclamen, Bergamot and Magnolia
Middle Notes : Gardenia and Violet Leaves
Base Notes : Jasmine, Ambergris and Vanilla

ถ้าใครรักดอกมูเก้ (ลิลลี่ออฟเดอะวัลเล่ย์) คงตกหลุมรักกลิ่นนี้ได้ไม่ยาก ค่ะ เราว่ากลิ่นนี้ชูความละเมียดละไมของดอกมูเก้ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แถมเขายังหยอดกลิ่นของแมคโนเลีย มะลิ และพุดซ้อนมากเสริมให้กลิ่นมูเก้นั้นสมจริง และเด่นมากขึ้น พ่วงด้วยความหวามจากวานิลลา ทำให้มูเก้ช่อนี้สวยงาม ราวกับมีชีวิตชีวาค่ะ

สิ่งที่เราชอบในมูเก้ขวดนี้ คือกลิ่นขาวสะอาด และเขียวสดชื่น และไม่มีกลิ่นของความคาวมาทำให้รำคาญใจ เพราะบางครั้ง กลิ่นดอกมูเก้ที่สมจริงๆมากๆ จะมีความอมน้ำและคาว ทำให้เรารู้สึกรำคาญในบางครั้ง เลยกลายเป็นว่า เรากลับชอบ Eau de Muguet ของ RNC ขวดนี้พอสมควรค่ะ

กลิ่นฟุ้งกลางๆ แต่ทนติดผิว โทนกลิ่นสุภาพ ตีคู่มากับ Eau de Gardenia ราวกับพี่สาวน้องสาวเลยทีเดียวค่ะ

Eau de Lavande
Fragrance Notes :
Top Notes : Lemon, Lime and Artemisia
Middle Notes : Lavender, Thyme and Eucalyptus
Base Notes : Patchouli, Vetiver and Ambergris

กลิ่นลาเวนเดอร์ขวดนี้ โน้ตกลิ่นแปลกจนเรางงค่ะ

เราไม่คิดว่าการผสมลาเวนเดอร์กับมะนาวจะออกมาแหวกขนาดนี้ เพราะความรู้สึกเรา มักจะคิดว่า ลาเวนเดอร์คือความผ่อนคลาย มะนาวคือความสดชื่น แล้วพอมียูคาลิปตัสที่เพิ่มความตื่นตัวมาอีก เลยทำให้เรามองว่าความขลังของลาเวนเดอร์จางลงไปพอสมควร แถมยังมีพัชชุลี หญ้าแฝกเข้ามาอีก ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย

แต่พอได้ลองดมกลิ่นนานๆ เลยเข้าใจว่า กลิ่นนี้น่าจะจำลองจากทุ่งลาเวนเดอร์ยามเช้า ที่มีทั้งกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์เอง และกลิ่นดิน บวกกับความสดใสของแสงอาทิตย์ และสายลมเบาๆ

กลิ่นนี้อยู่บนผิวเราได้ 2-3 ชั่วโมง และเราชอบกลิ่นช่วงกลางจนถึงปลายมากกว่าช่วงเปิดตัวค่ะ

Eau iris de florence
Fragrance Notes :
Top Notes : Mandarin, Citron and Bergamot
Middle Notes : Lily of the valley, Florentine iris and Violet
Base Notes : Sandalwood, Ambergris and Musk

กลิ่นเปิดมาด้วยความสดชื่นของส้ม มะกรูด มะนาว พอคลายตัวลงแล้ว จะค่อยๆได้กลิ่นของไอริสและไวโอเล็ต เป็นกลิ่นแป้งหอมติดผิวจางๆ แล้วปิดท้ายด้วยกลิ่นมัสก์และแซนดัลวูด เสริมให้กลิ่นนุ่มนวลบนผิวมากขึ้น

บนผิวเรากลิ่นนี้ไม่ทนเลยค่ะ 1-2 ชั่วโมงกลิ่นก็หายหมดแล้ว อาจจะเป็นเพราะผิวเราไม่ค่อยถูกกับไอริส ถ้าเจอโน้ตนี้ กลิ่นค่อนข้างจางไวเลยล่ะค่ะ

โดยรวมแล้ว RNC เป็นน้ำหอมที่ค่อนข้างใช้ง่าย แต่ในเนื้อกลิ่นยังคงความละเมียดละไม เป็นกลิ่นที่ใช้ง่าย สุภาพ ใช้ได้บ่อยค่ะ เหมาะกับอากาศร้อนชื้นของไทย เป็นมิตรแก่คนรอบข้างค่ะ

หมายเหตุ : กลิ่นที่ได้และรีวิวนี้ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วน ๆ ซึ่งการรับรู้กลิ่นของแต่ละคนอาจต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความทรงจำ และบุคลิกของผู้ใช้ ดังนั้น หากมีโอกาส ขอแนะนำให้ลองกลิ่นด้วยตัวเองก่อนจะตัดสินใจซื้อนะคะ

Leave a comment