Artisan Valley Discovery Set Basic Information :
ปีที่วางจำหน่าย : 2023
Perfumer : Kenji Chanthapoom

เรารู้จักคุณเคนจิมานานมาก แต่เป็นการรู้จักฝ่ายเดียวผ่าน FB ค่ะ เห็นตั้งแต่วันแรกที่คุณเคนจิเริ่มก้าวเข้ามาในวงการนำ้หอม จนกระทั่งมีสวนกุหลาบหลายร้อยต้น เห้นลงมือกลั่นนำ้มันหอมจากดอกไม้ เปิดโรงเรียนสอนปรุงนำ้หอม มาจนถึงวางขายนำ้หอมคอลเลคชั่นแรกของเจ้าตัว แต่ไม่ได้มีโอกาสสนทนากันเลย
จนกระทั่งมีงานแฟร์ขายนำ้หอมที่ห้างแถวบ้านเนี่ยล่ะค่ะ ถึงได้มีโอกาสเจอตัวเป็นๆ นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ (แต่จริงๆ ต้องบอกว่าเราขอความรู้จากคุณเคนจิเป็นส่วนใหญ่เสียมากกว่านะคะ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ) ก็เลยได้มีจังหวะลองกลิ่นนำ้หอมในคอลเลคชั่นที่วางขายจากตัว discovery set ทั้งสี่กลิ่นอย่างครบครัน
เริ่มที่กลิ่นแรก Amber Cashmere
Top Notes: Jasmine Sambac, Grapefruit White, Neroli
Middle Notes: Amberwood, Rose, Nagarmotha
Base Notes: Cistus, Ambrocenide, Vanilla, Cashmere Wood, Musk
ความพิเศษของกลิ่นนี้คือ การปรับคาแรคเตอร์ของนำ้หอม กลิ่น charity ที่คุณเคนจิเคยทำไว้กับอีกแบรนด์ ให้อ่อนเยาว์ และสดใสขึ้น
ต้องบอกก่อนว่า เราไม่เคยลองกลิ่น Charity เลย จึงไม่สามารถเทียบได้ค่ะ เลยขอเล่าถึงกลิ่น Amber Cashmere เพียงอย่างเดียวนะคะ
ฟังชื่อกลิ่น Amber Cashmere แล้ว ใจเราพาลจะไปนึกถึงกลิ่นที่ออกแนวหวาน หนา และหนักตลอดเลยแหละค่ะ แต่พอได้ลองแล้ว กลิ่นนี้ตีความหมายต่างออกไป
จมูกเราเองจับได้กลิ่นของกลิ่นแอมเบอร์หวานปนวานิลลาบางๆ และกลิ่นมัสก์ แล้วค่อนตามด้วยกลิ่นมะลิและดอกส้มค่ะ
กลิ่นนี้ทำให้เรานึกถึงกลิ่นของแม่เรานะ ไม่ได้สื่อในเชิงว่าเป็นกลิ่นของสาวสูงวัยแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นกลิ่นที่เราสัมผัสถึง ช่วงที่กอดแม่ตอนที่แม่เพิ่งอาบนำ้ แต่งตัวเสร็จใหม่ๆ ในบ้านสวนต่างจังหวัด ในส่วนของเสื้อผ้าที่แม่สวมใส่ จะมีกลิ่นของนำ้ยาซักผ้าที่มีกลิ่นดินและกลิ่นหญ้าเจืออยู่ด้วยบางๆ แล้วตามด้วยกลิ่นผิวของแม่ เป็นกลิ่นที่ให้สัมผัสอบอุ่นแบบลึกซึ้งที่สุดเลยล่ะค่ะ
ต้องบอกก่อนว่าการประปาในต่างจังหวัด ในโซนที่แม่เราอาศัยอยู่จะเป็นนำ้บาดาลในหมู่บ้านค่ะ ตัวของนำ้เองเขาจะมีกลิ่นดินและแร่หินบางๆตามมาด้วย ซึ่งกลิ่นจะค่อนข้างต่างจากนำ้ประปาที่เราใช้กันใน กทม เลยล่ะค่ะ ถึงแม้ว่าจะใช้นำ้ยาซักผ้ากลิ่นเดียวกัน แต่นำ้จากถิ่นที่ต่างกัน กลิ่นก็จะออกมาต่างกันค่ะ
ในกลิ่น Amber Cashmere ตัวนี้ เลยกลายเป็นกลิ่นหอมอบอุ่นแบบไทยๆ มีความวินเทจปนอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงความใช้ง่ายนะคะ ความฟุ้งกระจาย บนผิวเราได้ที่ระดับกลาง กลิ่นไม่ฟุ้งมาก ค่อนไปทางเป็นกลิ่นติดผิวมากกว่ากลิ่นโชยลมค่ะ
มาที่กลิ่นที่สอง Bergamot Orange
Top Notes: Bergamot, Lemon, Petitgrain, Mandarin Orange
Middle Notes: Grapefruit White, Elemi, Jasmine, Green Lavender
Base Notes: Patchouli, Coriander, Galbanum, Oakmoss, Musk, Woody
เป็นกลิ่นที่เราคิดว่าใช้ง่ายที่สุด พื้นฐานสุดในคอลเลคชั่นนี้ค่ะ เพราะเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยในโทนของแนวโคโลญจน์ ถ้าใครชอบแนวๆ กลิ่นของ 4711 น่าจะชอบกลิ่นนี้ค่ะ โครงสร้างกลิ่น โทนกลิ่นที่ทำออกมา ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความสดชื่นที่เปรี้ยวเข็ดฟันเล็กน้อยตามสไตล์ของกลิ่น
ความฟุ้งกระจาย กลิ่นนี้ฟุ้งในช่วงเปิดแรกๆเลยค่ะ แล้วค่อยๆบางลงเป็นกลิ่นจางๆ ติดตัวค่ะ ส่วนเรื่องของความทน บนผิวเราอยู่ได้แค่ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกลิ่นโทนนี้ค่ะ เรามองว่า ใช้ฉีดเติมเรื่อยๆระหว่างวัน เรียกความสดชื่น คือจุดเด่นของกลิ่นนี้เลยล่ะค่ะ
กลิ่นที่สาม กับ Rose Valley
Top Notes: Rose Anatolia, Amber, Bergamot, Lemon, Iris
Middle Notes: Geranium, Cashmere Wood, Roman Chamomile, Jasmine
Base Notes: Musk, Ambergris, Frankincense
กลิ่นกุหลาบเนี่ย เป็นกลิ่นที่เราค่อนข้างคาดหวังจากบ้าน Artisan Valley ด้วยหลายปัจจัยค่ะ ตั้งแต่ โทนกุหลาบเป็นกลิ่นพื้นฐานที่ทำเกือบทุกยี่ห้อ และตัวของ Artisan Valley เอง ก็ได้คลุกคลีกับกุหลาบ ตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการปลูก ไปจนถึงปลายทาง คือการกลั่นนำ้มันหอมระเหยออกมา ก็ทำให้เราสงสัยว่า ในไอเดียวของคนที่เห็นต้นกุหลาบตั้งแต่ศูนย์แล้วนั้น เขาจะจับกุหลาบไปในทิศทางไหนกันนะ
กลิ่นเปิดมาด้วยกุหลาบที่คุ้นเคยค่ะ แต่กุหลาบที่ลอยมากลับทำให้เรานึกถึงกุหลาบสีชมพู อย่างเช่น กุหลาบมอญ กุหลาบจุฬาลงกรณ์ ที่กลีบชมพูบอบบาง จากนั้นกลิ่นของมะนาวเหลืองก็เข้ามาอย่างรวดเร็ว ชวนให้รู้สึกถึงการได้ดื่มนำ้มะนาวโซดาซ่าๆเย็นฉำ่ในสวนกุหลาบยามสายนะ พอกลิ่นเริ่มจาง เราได้กลินของไอริสและควันยางไม้บางๆ ลอยมา
เป็นกลิ่นที่ให้อารมณ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นสดชื่น ดอกไม้หอมฟุ้ง สลับความรู้สึกถึงความทันสมัยและย้อนยุค ตัดฉากกันไปมาในทุกครั้งที่ดมค่ะ
ในความฟุ้ง กลิ่นนี้ฟุ้งเต็มที่เลยนะ แต่บนผิวเรา กลิ่นเขาจางไวมากค่ะ เดาว่าเพราะเคมีบนผิวเราไม่เข้ากับกลิ่นนี้ เลยใช้วิธีใส่เสื้อระหว่างวันแทนค่ะ กลิ่นนี้เวลาลงผิว จะได้กลิ่นมะนาวเหลืองชัดนะ แต่เวลาลงบนเสื้อเรา กลิ่นกุหลาบจะชัดมากกว่าค่ะ
มาที่กลิ่นสุดท้าย Sacred Frankincense
Top Notes: Frankincense, Lemon, Cardamom
Middle Notes: Black Pepper, Sea Salt, Sage Dalmation
Base Notes: Vetiver, Ambergris, Cedarwood Virginian
อยากบอกว่าในสี่กลิ่นนี้ เราชอบกลิ่น Sacred Frankincense มากสุดเลยล่ะค่ะ เป็นกลิ่นที่ทำให้เราอยากซื้อขวดเต็มมาเลยนะ เอาจริงๆ
ด้วยชื่อของกลิ่นเอง ตอนแรกเราก็รู้สึกแปลกๆที่จะลองนะคะ ลองแปลมาว่า กลิ่นกำยานศักดิ์สิทธิ์ ในใจเราก้คิดอีกว่า จะเป็นกลิ่นอะไรที่ชวนให้นึกถึงการไหว้บูชาพระไหมนะ
แล้วเราก็คิดผิดไปเองค่ะ กลิ่นนี้ใช้ง่ายกว่าชื่อที่อ่านนะคะ เพราะกลิ่นเปิดของเขาเริ่มที่มะนาวเหลืองก่อนเลยนะ ตัวกลิ่นนี้ปรับให้คาแรคเตอร์ของกลิ่นกำยานสดชื่นขึ้น และดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเลยล่ะค่ะ
แล้วพอมารวมตัวกับกลิ่นเกลือทะเล และกลิ่นของใบเสจ เราว่าช่วยเพิ่มความอโรมาติคในโทนผ่อนคลายมากขึ้น อีกทั้งกลิ่นหญ้าแฝกและไม้สนก็ช่วยเพิ่มความสงบนิ่งในช่วงท้ายๆของกลิ่น
เป็นกลิ่นที่สุภาพ ชัดเจน และหนักแน่น แต่ก็ยังมีความผ่อนคลายบางๆ ในความรู้สึกของเรา
กลิ่นนี้ฟุ้งกระจายบางๆ หอมอ่อนๆโชยตามลม แต่อยุ่นานบนผิวของเราค่ะ เป็นกลิ่นที่ใช้ได้ในวันที่ฟ้าครื้ม ฝนตก จะให้ความรู้สึกพิเศากว่าในช่วงอากาศปกติเลยล่ะค่ะ
หมายเหตุ : กลิ่นที่ได้และรีวิวนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งแต่ละคนจะมีประสาทสัมผัสที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความทรงจำ และสภาพแวดล้อม ไปจนถึงบุคลิกของผู้ใช้งานแต่ละบุคคลค่ะ
เล่าอีกเรื่อง เขามีทำสบู่ขายด้วยนะคะ ช้อปมาแล้ว ไปอ้อนขอซื้อจากเขาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีกล่องเลยล่ะค่ะ มาแบบโล้นๆเลย
ยังไม่ได้ใช้เลยนะคะ เสียดาย เพราะกลิ่นฟุ้งดีมากๆ เลยวางตั้งไว้ในห้องไปก่อนเลย ไว้รอทำใจกล้าแกะออกมาได้ จะลองใช้อีกทีค่ะ
ในรูปมีกลิ่น Cassie Honeydew ด้วย แต่ว่าเรายังไม่เคยลองกลิ่นนำ้หอม เลยแปะไว้ก่อนนะคะ ถ้ามีโอกาส จะได้กลับมารีวิวกลิ่นเพิ่มค่ะ

ตัวโน้ตกลิ่น เราคัดลอกมาจากเพจของแบรนด์นะคะ สามารถหาอ่านได้เพิ่มเติมที่ :
https://www.facebook.com/PerfumeArtisanValley
หมายเหตุ : กลิ่นที่ได้และรีวิวนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งแต่ละคนจะมีประสาทสัมผัสที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความทรงจำ และสภาพแวดล้อม ไปจนถึงบุคลิกของผู้ใช้งานแต่ละบุคคลค่ะ
Leave a comment