กิฟท์แกะมาดมกับ Perfumer’s Journey – Discovery Set

Perfumer’s Journey – Discovery Set Basic Information :
ปีที่วางจำหน่าย : 2024

โพสต์นี้มาเป็นชุดเลยค่ะ เราได้ Discovery set ครบทุกกลิ่นของ Perfumer’s Journey มา เลยว่ารีวิวมัดรวมกันในโพสต์นี้เลยดีกว่า ไหนๆก็ได้โอกาสลองทุกกลิ่นละ

เปิดมาก็เลือกไม่ค่อยถูกเลยค่ะ มาครบทั้งหกกลิ่นเลย เราเลยว่ารีวิวกลิ่น จากกลิ่นเบาๆ ค่อยขยับไปกลิ่นหนักๆนะคะ

กลิ่นแรกค่ะ Tea Industry (เป็นกลิ่นที่เราชอบที่สุดเลยค่ะ)

Note: Calamansi, Ceylon Black Tea, Oakmoss, Musk

Perfumer: Eak Chieochalakom

เรารักกลิ่นส้มจี๊ด (มะปี๊ด,กำกั๊ด,กิมกิก แล้วแต่จะเรียกเลยค่ะ) เป็นความเปรี้ยวอมขมเจือด้วยความเขียว ซึ่งโดยปกติเราค่อนข้างชอบกลิ่นของเพตติเกรนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเจอส้มจี๊ด ที่เขาออกกลิ่นเขียวอมเปรี้ยวแสนสดชื่นเนี่ย ซึ่งกลิ่นเริ่มต้นก็ดึงดูดใจเราได้ดีเลยค่ะ

พอกลิ่นเขียวจางหาย เราได้กลิ่นชาลอยตามมา ชวนให้เรานึกถึงกลิ่นชากานผู่ฉาที่เราชอบชงบ่อยๆ เป็นความขมชุ่มคอแล้วมีกลิ่นเปรี้ยวลอยคลอมาเวลาที่ได้ดื่มชา เป็นกลิ่นที่หอม ปลุกความสดชื่นได้ดีมากๆเลยค่ะ

พอลงที่ผิวแล้ว ในช่วงของท๊อปโน้ตกระจายดีมาก แต่กลิ่นไม่ค่อยทนบนผิวเรานะคะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโน้ตกลิ่นโทนนี้เนอะ อย่างไรก็ดี เราชอบกลิ่นเปิดมาก ดังนั้นการเติมเรื่อยๆระหว่างวัน ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ

กลิ่นถัดมา Cape Andaman (ที่ลองในครั้งแรก กลิ่นนี้สูสีกับ Tea Industry เลยนะคะ)

Note : Bergamot, Neroli, Labdanum, Cedar, Ambergris

Perfumer: Eak Chieochalakom

หันไปดูชื่อผู้ปรุง อ๊ะ ชื่อเดียวกับ Tea Industry สังเกตโน้ตแล้ว ผู้ปรุงน่าจะถนัดแนวซีตรัสแน่เลยค่ะ

อ่านที่มาของกลิ่น Cape Andaman โห มาจากบรรยาการการแข่งเรือยอร์ช ไอ้เราก็ไม่เคยดูด้วยสิ ปกติภาคกลางก็แข่งเรือหางยาว ฟีลไม่ได้ ไม่หรูหราเหมือนเรือยอร์ช

เราชอบกลิ่นเปิดมากๆเลยค่ะ เป็นโน้ตที่ใช้บ่อย ดอกส้มใสๆบวกมะกรูดฝรั่ง กลิ่นสดชื่นมากๆเลยนะคะ ชวนให้นึกถึงกลิ่นท้องฟ้าสดใส ลมทะเลพัดมาปะทะร่างกาย แล้วกลิ่นของไม้สนก็ทำให้นึกถึงพื้นไม้ของเรือ พ่วงด้วยความคาวนิดๆของอำพันทะเล เรียกได้ว่าจำลองบรรยากาศของท้องทะเลมาได้ครบเลย

กลิ่นฟุ้งกระจายได้ดีเลยค่ะ แถมกลิ่นนี้ก็ติดทนด้วย แต่บังเอิญว่าเราไม่ถนัดใช้กลิ่นที่มีความเค็มคาวเพราะเป็นคนที่เหงื่อออกเยอะ ตีกับกลิ่นนำ้หอมบนตัว เลยกลายเป็นว่ากลิ่นนี้ไม่ค่อยไปด้วยกันกับเราค่ะ เสียดายมากๆ

กลิ่นถัดมาค่ะ Pink Rosé เป็นกลิ่นที่ลูกชายเราชอบมากๆ จนต้องซื้อขวดเต็มให้เป็นของขวัญเลย

Note : Rose , Lychee , Honey ,and Vanilla

Perfumer: Wayu Ratanapitpronchai

กลิ่นของกุหลาบสีชมพู เปิดด้วยความฉำ่หอมจากกลิ่นของลิ้นจี่ กลีบกุหลาบบางเบา แล้วตบท้ายด้วยนำ้ผึ้งและวานิลลา

Pink Rosé เรามองว่าเป็นกลิ่นที่ใช้ง่ายที่สุดในเซตนี้แล้วล่ะ ด้วยความที่เข้าใจง่าย กลิ่นสุภาพและเป็นมิตรกับคนรอบข้าง แต่ในความง่ายของกลิ่นนี้ เรามองว่าเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้คนเข้าถึงแบรนด์ได้ง่าย และสามารถนำนำ้หอมมาใช้ได้บ่อยๆ (ใช้บ่อยก็หมดไวอ่ะเนอะ ว่าไปเจ้าลูกชายใช้หมดไปเกินครึ่งขวดแล้วนะคะ) ฉีดแล้ว น่าดมน่ากอดมากๆเลยค่ะ

กลิ่นนี้ฟุ้งกระจายกลางๆนะคะ ทนติดผิวระยะกลางๆเหมือนกัน ใช้ได้เรื่อยๆเลยค่ะ

ในเมื่อดมกุหลาบชมพูไปแล้ว ไปที่กุหลาบแดงเลยละกันนะคะ Midnight Whisper

Note: Rose, Tobacco, Smoke, Coumarin

Perfumer: Sasita Lamchaona

เป็นกลิ่นของกุหลาบแดงกลีบหนากำมะหยี่เลยค่ะ ถ้าเทียบแล้ว คงเหมือนกับสาววัยโตเต็มที่ เสน่ห์เปี่ยมล้น ความมั่นใจสูงเลย

เราชอบไดนามิกของกลิ่นนี้ ที่เริ่มต้นเหมือนกุหลาบแดงสดเย็นฉำ่แล้วค่อยๆกลายร่างเป็นกุหลาบแห้ง แล้วได้กลิ่นใบยาสูบจางๆ พอคล้อยเวลาไปเรื่อยๆ กลิ่นยาสูบจะเด่นชัดขึ้น แล้วกลิ่นนี้นะคะ ฉีดลงบนผิวจะหอมกว่าฉีดลองกลิ่นบนกระดาษ

เวลาที่ฉีดลงผิว อุณหภูมิของผิวจะเสริมให้กลิ่นกุหลาบมีความซับซ้อนมากขึ้น จากกุหลาบแดงสดเนี่ย กลายเป็นกุหลาบเซ็กซี่ชวนให้ค้นหาเลยทีเดียว และเพิ่มมิติให้กับกลิ่นยาสูบอย่างเหลือเชื่อเลย

กลิ่นนี้ค่อนข้างฟุ้งนะคะ ทนติดผิวกลางๆค่ะ เป็นกลิ่นกุหลาบที่เรามองว่าผู้ชายก็ใช้ได้อย่างไม่เคอะเขินค่ะ

กลิ่นถัดไป Her Skin ค่ะ

Note: Candy Floss, Peony, Rose, Patchouli, Musk

Perfumer: Eak Chieochalakom

เป็นกลิ่นที่เราอ่านที่มาเจอว่า เป็นกลิ่นของสาวน่ารักผู้มีร่องรอยของสายไหมติดอยู่ตามใบหน้า

สารภาพว่าเราไม่ได้กลิ่นสายไหมค่ะ เราได้กลิ่นของพัชชุลีแซงหน้าเพื่อนมาก่อนเลย แล้วตามมาด้วยมักส์และกุหลาบจางๆ

เราพูดได้มั้ยว่า ……”คุณหลอกดาว”

เราไม่รู้สึกว่ากลิ่นนี้เป็นกลิ่นของสาวสดใสเลยค่ะ แต่ว่า มันเป็นกลิ่นที่ชวนแนบเนื้อมาก….กกก เป็นกลิ่นสาบผิวเนื้อสาว ปนกลิ่นเหงื่อจางๆ เวลาที่ฉีดลงบนผิว เป็นกลิ่นที่ปลุกความเซ็กซี่บนตัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ยิ่งดมแล้ว ยิ่งอยากกดจมูกลงไปบนผิวอย่างอ้อยอิ่งและเนิ่นนาน ไม่อยากเอาจมูกไปตรงอื่นเลย

จากที่เราดมเทียบแล้ว กลิ่นที่ได้จากผิวเนี่ย กลิ่นมัสก์จะค่อนข้างเด่นชัด ต่างจากบนกระดาษเทสต์ที่กลิ่นพัชชุลีไม่ยอมจางหายไปค่ะ

ความฟุ้ง ตัวนี้เราว่าไม่ฟุ้งนะคะ เป็นกลิ่นหอมแบบติดผิว แล้วกลิ่นเหมือนละลายกลายเป็นกลิ่นผิวไปเลยค่ะ

กลิ่นสุดท้าย Cuzco

Note : Dried rose , Palo Santo and Oud

Perfumer: Sakul Pawasuttikul

เปิดมาด้วยด้วยกลิ่นของกุหลาบแห้ง คลอมาพร้อมกับไม้หอมพาโล ซานโต แล้วตบท้ายด้วยไม้กฤษณา

กลิ่นเปิดค่อนข้างฟุ้ง กระจายเต็มที่เลยค่ะ พอกลิ่นมวลดอกไม้แห้งผ่านไป กลิ่นไม้หอมเพิ่งแสดงตัวมา เราชอบช่วงกลางของกลิ่น ชวนให้รู้สึกสงบแบบนิ่มนวล เหมือนนั่งสมาธิแล้วดำดิ่งลงไปยาวๆเลย

Cuzco เนี่ย ใช้ช่วงกลางวันเราว่ากลิ่นจะออกตัวแรงหน่อย ดูเหมาะกับช่วงอากาศเย็นๆ ลมโชยเบาๆ (หรือจะห้องแอร์ก็ตามแต่) เป็นกลิ่นที่เราชอบใช้ในยามกลางคืนเสียมากกว่า

กลิ่นนี้ฟุ้งสมใจผู้หลงใหลในการทิ้งกลิ่นตามที่ต่างๆเลยค่ะ แถมติดทนด้วย เราชอบกลิ่นที่ฉีดลงบนเสื้อผ้ามากกว่าฉีดลงบนผิวค่ะ ได้กลิ่นของเนื้อไม้หอมชัดเจนกว่า

โดยภาพรวมแล้ว Perfumer’s Journey เรามองว่าเปิดตัวในวงนำ้หอมได้อย่างสวยงาม เราเชื่อว่าสุคนธกรของแบรนด์จะสามารถรังสรรค์กลิ่นได้อีกมากมายค่ะ ขอส่งกำลังใจให้ค่ะ

หมายเหตุ : กลิ่นที่ได้และรีวิวนั้นมาจากประสบการณ์ส่วนบุคคล ซึ่งแต่ละคนจะมีประสาทสัมผัสที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความทรงจำ และสภาพแวดล้อม ไปจนถึงบุคลิกของผู้ใช้งานแต่ละบุคคลค่ะ

Leave a comment